การออกหมายเรียกและประเมินภาษีอากร กรณีห้างหุ้นส่วนจำกัดถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนนิติบุคคล


การออกหมายเรียกและประเมินภาษีอากร กรณีห้างหุ้นส่วนจำกัดถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนนิติบุคคล


เลขที่หนังสือ: กค 0702/8123
วันที่: 30 ตุลาคม 2557
เรื่อง: การออกหมายเรียกและประเมินภาษีอากร กรณีห้างหุ้นส่วนจำกัดถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนนิติบุคคล
ข้อกฎหมาย: มาตรา ๑๐๕๕(๕) ประกอบกับมาตรา ๑๐๘๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ข้อหารือ          สท.กทม. ได้ขอให้ สภ. พิจารณาอนุมัติยกเลิกการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม ราย ห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. (ห้างฯ) เนื่องจากเป็นการออกหมายเรียกภายหลังจากนาย ธ. หุ้นส่วนผู้จัดการถูกศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ห้างฯ ย่อมเลิกกันโดยผลของกฎหมายตามมาตรา ๑๐๕๕ (๕) ประกอบกับมาตรา ๑๐๘๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่อย่างไรก็ตามให้ถือว่า ห้างฯ ยังตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีตามมาตรา ๑๒๔๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สภ. จึงได้แจ้งให้ สท.กทม. ดำเนินการส่งหมายเรียกและหนังสือแจ้งการประเมินไปยังผู้ชำระบัญชี และแจ้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบ สท.กทม. หารือ สภ. ว่า สท.กทม. พบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ดังนี้ 
               ๑. เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ปลด นาย ธ. จากการเป็นบุคคลล้มละลาย ตามมาตรา ๘๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๔๗ แล้ว ตั้งแต่วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๙ ตอนที่ ๕๒ ง หน้า ๓๗ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕ 
               ๒. ห้างฯ มีสถานะร้าง ซึ่งนายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๕ ตามมาตรา ๑๒๗๓/๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สท.กทม. ยังต้องดำเนินการตามบันทึกที่ กค ๐๗๐๗/กร๒/๑๕๖ ลงวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๕ หรือไม่ 
               สภ. เห็นว่า 
               ๑. กรณี สท.กทม. ได้ออกหมายเรียกและประเมินภาษีอากรของห้างฯ ภายหลังจากนาย ธ. หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างฯ ถูกศาลล้มละลายกลางพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ห้างฯ ย่อมเลิกกันโดยผลของกฎหมายตามมาตรา ๑๐๕๕(๕) ประกอบกับมาตรา ๑๐๘๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่อย่างไรก็ตามให้ถือว่า ห้างฯ ยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีตามมาตรา ๑๒๔๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การออกหมายเรียกให้ระบุชื่อผู้ชำระบัญชีตามด้วยชื่อนิติบุคคลที่เลิกกิจการ สำหรับหนังสือแจ้งการประเมินให้ระบุชื่อนิติบุคคลตามด้วยชื่อผู้ชำระบัญชี การส่งหมายเรียกและหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าว ให้ส่งไปยังผู้ชำระบัญชี ตามข้อ ๑๑ วรรคสอง ของระเบียบกรมสรรพากร ว่าด้วยการตรวจสอบภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร พ.ศ. ๒๕๕๐ ลงวันที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ประกอบกับข้อ ๑๒ ของคู่มือการตรวจสอบภาษีอากรตามระเบียบกรมสรรพากรฉบับดังกล่าว และตามประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปลดนาย ธ. ลูกหนี้จากล้มละลายก็ไม่ทำให้ห้างฯ กลับคืนสู่สภาพนิติบุคคลแต่อย่างใด เพียงแต่ให้คงอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีเท่านั้น 
               ๒. การที่ห้างฯ ได้ถูกนายทะเบียนขีดชื่อออกจากทะเบียน ถือว่า ห้างฯ นั้นสิ้นสุดสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อออกจากทะเบียน แต่ความรับผิดของหุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และผู้ถือหุ้นมีอยู่เท่าใดก็ให้คงมีอยู่อย่างนั้นและพึงเรียกบังคับได้เสมือนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นยังมิได้สิ้นสภาพนิติบุคคล ตามมาตรา ๑๒๗๓/๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ถ้าเจ้าหนี้ใดๆ ของห้างฯ รู้สึกว่า ต้องเสียหายโดยไม่เป็นธรรมเพราะการที่ห้างฯ ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียน เจ้าหนี้ของห้างฯ ผู้ได้รับความเสียหายต้องยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้ศาลสั่งให้กลับจดชื่อห้างฯ คืนเข้าสู่ทะเบียนตามมาตรา ๑๒๗๓/๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ห้างฯ มีหนี้ภาษีอากรที่ต้องรับผิด แต่ห้างฯ ถูกขีดชื่อออกเสียจากทะเบียน กรมสรรพากรจึงถือเป็นเจ้าหนี้ผู้เสียหาย ควรยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลสั่งให้กลับจดชื่อห้างฯ คืนเข้าสู่ทะเบียนเช่นเดิม เมื่อศาลมีคำสั่งให้จดชื่อห้างฯ กลับคืนสู่ทะเบียนแล้ว ให้ถือว่าห้างฯ ยังคงอยู่ตลอดเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกเลย การออกหมายเรียกและหนังสือแจ้งการประเมินให้ระบุชื่อผู้ชำระบัญชีและชื่อห้างฯ ตามข้อ ๑ ทั้งนี้ จะต้องดำเนินการภายในอายุความตามกฎหมาย สภ. จึงหารือว่า ความเห็นของสภ. ถูกต้องหรือไม่
แนววินิจฉัย          1. กรณีตาม 1. นาย ธ. หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างฯ ถูกศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2551 ห้างฯ ย่อมเลิกกันโดยผลของกฎหมายตามมาตรา 1055(5) และมาตรา 1080 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ห้างฯ ยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี ตามมาตรา 1249 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น การที่ สท.กทม. ออกหมายเรียกลงวันที่ 22 ธันวาคม 2553 และมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2554 โดยส่งหมายเรียกไปยังสำนักงานของห้างฯ ภายหลังจากที่ห้างฯ เลิกกันแล้ว การออกหมายเรียกและการแจ้งการประเมินดังกล่าวจึงต้องส่งไปยังผู้ชำระบัญชีเท่านั้น และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ปัจจุบันนาย ธ. ถูกปลดจากล้มละลายแล้ว เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2554 ดังนั้น สท.กทม. จะต้องออกหมายเรียกไปยังผู้ชำระบัญชีของห้างฯ ในกรณีนี้คือนาย ธ. หุ้นส่วนผู้จัดการเพียงคนเดียวของห้างฯ ซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีโดยผลของกฎหมายตามมาตรา 1251 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สำหรับวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการออกหมายเรียกและหนังสือแจ้งการประเมินให้เป็นไปตามระเบียบกรมสรรพากร ว่าด้วยการตรวจสอบภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร 
          2. กรณีตาม 2 ความเห็นของ สภ. ถูกต้องแล้ว
เลขตู้: 77/39368
© Copyright. KKNACCOUNTING.COM All Rights Reserved.