ภาษีมรดก


ภาษีมรดก


พรบ. ภาษีการรับมรดก และ พรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 40 แก้ไข 2558 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วโดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

บุคคลที่ได้รับยกเว้นภาษี :
(1) ผู้ที่ได้รับมรดกจากเจ้ามรดกที่ตายก่อนวันที่กฎหมายใช้บังคับ
(2) คู่สมรสของเจ้ามรดก****
(3) บุคคลผู้ได้รับมรดกที่เจ้ามรดกแสดงเจตนา หรือเห็นได้ว่ามีความประสงค์ให้ใช้มรดกนั้นเพื่อประโยชน์ในกิจการศาสนา กิจการศึกษา หรือกิจการสาธารณประโยชน์
(4) หน่วยงานของรัฐและนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในกิจการศาสนา กิจการศึกษา หรือกิจการสาธารณประโยชน์
(5) บุคคลหรือองค์การระหว่างประเทศตามข้อผูกพันที่ประเทศไทยมีอยู่ต่อองค์การสหประชาชาติหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือตามสัญญาหรือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกันกับนานาประเทศ


ฐานภาษี :

มรดกที่ผู้รับมรดกได้รับจากเจ้ามรดกแต่ละราย ไม่ว่าจะได้รับมาในคราวเดียว หรือหลายคราว ถ้ามรดกที่ได้รับจากเจ้ามรดกแต่ละรายรวมกันมีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท


ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี :

มรดกซึ่งต้องเสียภาษี ได้แก่ ทรัพย์สินดังต่อไปนี้

(๑) อสังหาริมทรัพย์
(๒) หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
(๓) เงินฝากหรือเงินอื่นใดที่มีลักษณะอย่างเดียวกันที่เจ้ามรดกมีสิทธิเรียกถอนคืนจากสถาบันการเงินหรือบุคคลที่ได้รับเงินนั้นไว้

(๔) ยานพาหนะที่มีหลักฐานทางทะเบียน

(๕) ทรัพย์สินทางการเงินที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา


อัตราภาษี :

อัตราร้อยละ 10 ของมูลค่ามรดกในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท แต่ถ้าผู้ได้รับมรดกเป็นบุพการี หรือ ผู้สืบสันดานให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของมูลค่ามรดกในส่วนที่ต้องเสียภาษี

************************************************


การให้ ตาม พรบ. 40 แก้ไข 2558

กรณีการให้สังหาริมทรัพย์

เงินได้ที่ได้รับยกเว้น :

เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะหรือจากการให้โดยเสน่หาจาก บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส เฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น

เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยาหรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธี หรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ทั้งนี้ จากบุคคลซึ่ง มิใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส เฉพาะเงิน ได้ในส่วนที่ไม่เกิน 10 ล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น


อัตราภาษี :

อัตราร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท หรือ 10 ล้านบาท

กรณีการให้อสังหาริมทรัพย์

(1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษี :

บิดามารดาที่เป็นผู้โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุตรชอบด้วย กฎหมายซึ่งไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม

(2) ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี :

อสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท

(3) เงินได้ที่ได้รับยกเว้น :

เงินได้จากการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม เฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาทตลอดปีภาษี

(4) อัตราภาษี :

อัตราร้อยละ 5 ของมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ส่วนที่เกินกว่า 20 ล้านบาท


สรุปประเด็นทั้งหมด

ถ้าเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย โดยหลักกฎหมายครอบครัว หากเจ้ามรดกไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ คู่สมรสของเจ้ามรดกจะได้รับทรัพย์สินสุทธิไปกึ่งหนึ่งในฐานะสินสมรส คงเหลือกึ่งหนึ่งเป็นมรดกแบ่งให้กับคู่สมรสและทายาทตามลำดับชั้น ในอัตราส่วนเท่าเท่ากัน ในกรณีมีทายาทลำดับ 1 และ 2 ครบ ให้ตัดทายาทลำดับอื่นทิ้งไป (ลำดับ 1 คู่สมรส ลำดับ 2 ผู้สืบสันดาน)

ทรัพย์มรดกที่เป็นสินสมรสได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ มาตรา 42(10)

จะเห็นได้ว่า คู่สมรสจะได้ส่วนแบ่งมากที่สุด โดยได้รับถึงสองสถานะ และได้รับยกเว้นทั้งจำนวน

ดังนั้น จึงต้องพิจารณาว่า ทรัพย์สินมรดกสุทธิภายหลังหักส่วนของคู่สมรสออกแล้ว เมื่อแบ่งในสัดส่วนเท่าเท่ากัน ทายาทแต่ละคนยังจะได้รับเกิน 100 ล้านบาทหรือไม่ ถ้าคิดว่าเกิน ก็ต้องวางแผนภาษี โดยจัดทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้คู่สมรสมากที่สุด ส่วนทายาทในชั้นรองลงมา ให้ได้ส่วนแบ่งไม่เกิน 100 ล้านบาท

แต่เรื่องไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นได้ หากเจ้ามรดกและคู่สมรสถึงแก่ความตายในเวลาเดียวกัน จะทำให้มรดกตกสู่ทายาทโดผลของกฎหมาย ครานี้ไม่มีตัวหารแบ่งแล้ว ก็ต้องเสียภาษีมรดกมาก หากได้เกิน 100 ล้านไปมาก ทางออกที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองมากในกรณีดังกล่าว มี 2 ทางคือ

1)จัดตั้งบริษัทเข้ามาเป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งหมด ก่อนเจ้ามรดกและคู่สมรสตาย โดยเจ้ามรดก คู่สมรสและทายาทเป็นเจ้าของผ่านการถือหุ้น โดยให้ทายาทลำดับชั้นผู้สืบสันดาน และลำดับรองลงไปถือครองหุ้นในสัดส่วนจำนวนมากกว่าเจ้ามรดกและคู่สมรส หรือให้เจ้ามรดกและคู่สมรสถือครองหุ้นไม่เกิน 20 ล้าน เมื่อมีการโอนหุ้นก็จะทำให้เสียภาษีน้อย หรือไม่ต้องเสีย เมื่อบริษัทประกอบกิจการแล้วมีเงินได้ ก็ให้เสียภาษีจากกำไรสุทธ(มาตรา 65)

2)โอนทรัพย์สินทั้งหมดไปจัดตั้งมูลนิธิ โดยให้เจ้ามรดก คู่สมรสและทายาทเป็นผู้บริหารมูลนิธิ การโอนทรัพย์สินไปให้มูลนิธิได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้มาตรา 47(7)(ข) เมื่อมูลนิธิประกอบกิจการแล้วมีเงินได้ จะเสียภาษีร้อยละ 10 กรณีเงินได้ 40(1)-(7) และร้อยละ 2 กรณีเงินได้ 40(8) โดยเสียจากรายได้ก่อนหักรายจ่าย ตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้ ข้อ 2(จ)

++++++++++++++++++++++++


การให้ ในความหมายของ พรบ. 40 คือการยกให้โดยต้องมีการโอน หรือสลักหลังตราสาร หรือมีตราสารควบคุม

สำหรับการให้โดยผู้ให้เป็นบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส กฎหมายยกเว้นการให้สังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ โดยยกเว้นเงินได้จากการให้ในปีภาษีไม่เกิน 20 ล้านบาท

เพราะฉะนั้น การให้อสังหาริมทรัพย์จึงไม่อยู่ในข้อยกเว้นเงินได้ ในส่วนที่เกิน 20 ล้าน แต่การให้อสังหาริมทรัพย์ โดยบุพการี ยกให้บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายที่ไม่ใช่บุตรบุญธรรม กฎหมายยังคงยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามพรฎ. 342 ข้อ 6(ง)

*************ดังนั้น หากบุพการีให้สังหาริมทรัพย์ ที่มีตราสารควบคุม หรือสลักหลังตราสาร เช่น รถ เงินสด(นำฝากธนาคาร) หุ้นในบริษัท หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ตราสารทางการเงินอื่น หรือโอนอสังหาริมทรัพย์ให้ เป็นต้น หากให้ในปีภาษีนั้นไม่เกิน 20 ล้านบาท ก็ไม่ต้องเสียภาษี

**********ฉะนั้น ในช่วงเวลานี้ไปจนกว่ากฎหมายจะบังคับใช้ เจ้ามรดก หรือบุพการีจึงยังสามารถโอนทรัพย์สินให้ทายาท โดยไม่เสียภาษีเงินได้
-มาตรา 42(10)
-กฎกระทรวง 126 ข้อ 39
-พรฎ. 342 ข้อ 6 (ง)


ประกาศราชกิจจานุเบกษา พรบ. ภาษีการรับมรดก และ พรบ.แก้ไขประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 40 แล้ว เมื่อวันที่ 5 สค. 58 มีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน จึงเท่ากับเริ่มในเดือน มค. 59

© Copyright. KKNACCOUNTING.COM All Rights Reserved.