ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีจ่ายเงินไปต่างประเทศ


ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีจ่ายเงินไปต่างประเทศ


เลขที่หนังสือ: กค 0702/3394
วันที่: 19 เมษายน 2556
เรื่อง: ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีจ่ายเงินไปต่างประเทศ
ข้อกฎหมาย: มาตรา 69 ทวิ มาตรา 83/6(1) มาตรา 76 ทวิ มาตรา 79 มาตรา 80 และมาตรา 85/3 แห่งประมวลรัษฎากร
ข้อหารือ          องค์การฯ ได้ขอหารือเกี่ยวกับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีที่องค์การฯ ได้จ้างที่ปรึกษาต่างประเทศ 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท K ประเทศออสเตรียให้เป็นที่ปรึกษาโครงการโรงงานผลิตยา โดยส่งเจ้าหน้าที่ผู้มีประสบการณ์เข้ามาให้บริการตามสัญญาในประเทศไทย และบริษัท L ประเทศอินเดียให้เป็นที่ปรึกษาในการจัดตั้งศูนย์ศึกษาชีวสมมูล โดยส่งเจ้าหน้าที่ผู้มีประสบการณ์เข้ามาให้บริการตามสัญญาในประเทศไทย โดยองค์การฯ ขอทราบว่าการจ่ายค่าที่ปรึกษาให้กับบริษัททั้งสอง จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราเท่าใด และจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่
แนววินิจฉัย          1. สัญญาระหว่างองค์การฯ กับบริษัท K 
               1.1ภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย กรณีองค์การฯ จ้างบริษัท K ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของสาธารณรัฐออสเตรียให้เป็นที่ปรึกษาโครงการโรงงานผลิตยารังสิต โดยส่งเจ้าหน้าที่ผู้มีประสบการณ์เข้ามาให้บริการตามสัญญาในประเทศไทย เงินได้จากการเป็นที่ปรึกษาโครงการโรงงานผลิตยาตามสัญญาดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นกำไรจากธุรกิจ ตามข้อ 7 แห่งอนุสัญญาระหว่างราชอาณาจักรไทยกับประเทศสาธารณรัฐออสเตรีย เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ (อนุสัญญา ไทย-ออสเตรียฯ) หากบริษัท K ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาให้บริการเป็นที่ปรึกษาโครงการโรงงานผลิตยาในประเทศไทยในระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะเวลารวมกันแล้วเกินกว่าหกเดือนภายในสิบสองเดือนใดๆ ถือว่าบริษัท K ให้บริการผ่านสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ตามข้อ 5 วรรคสอง (ช) แห่งอนุสัญญา ไทย-ออสเตรียฯ เมื่อบริษัท K ได้รับค่าตอบแทนตามสัญญาจากการให้บริการให้คำปรึกษาดังกล่าวบริษัท K จึงมีหน้าที่ต้องนำเงินได้ค่าที่ปรึกษาตามสัญญาดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อองค์การฯ ชำระเงินตามสัญญาให้แก่บริษัท K องค์การฯ มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ไว้ในอัตราร้อยละ 1 ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร 
               1.2 ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีบริษัท K ให้บริการเป็นที่ปรึกษาโครงการโรงงานผลิตยารังสิตในประเทศไทยให้แก่องค์การฯ เป็นเวลาประมาณ 30 เดือน เข้าลักษณะเป็นการเข้ามาให้บริการในราชอาณาจักรเป็นครั้งคราว หากบริษัท K ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 85/3 แห่งประมวลรัษฎากร องค์การฯ มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัท K มีหน้าที่ต้องเสีย ตามมาตรา 83/6(1) แห่งประมวลรัษฎากร ด้วยแบบ ภ.พ.36 ในอัตรา 
          2. สัญญาระหว่างองค์การฯ กับบริษัท L 
               2.1 ภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย กรณีองค์การฯ จ้างบริษัท L ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของสาธารณรัฐอินเดียให้เป็นที่ปรึกษาในการจัดตั้งศูนย์ศึกษาชีวสมมูล โดยส่งเจ้าหน้าที่ผู้มีประสบการณ์เข้ามาให้บริการตามสัญญาในประเทศไทยเงินได้จากการเป็นที่ปรึกษาในการจัดตั้งศูนย์ศึกษาชีวสมมูลตามสัญญาดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นกำไรจากธุรกิจ ตามข้อ 7 แห่งอนุสัญญาระหว่าง รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐอินเดีย เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ (อนุสัญญา ไทย-อินเดียฯ) เมื่อบริษัท L ส่งพนักงานเทคนิคด้านเภสัชวิทยาคลินิกมาประจำที่องค์การฯ 12 เดือน รวมถึงส่งเจ้าหน้าที่อื่นๆ เข้ามาให้บริการเป็นที่ปรึกษาในการจัดตั้งศูนย์ศึกษาชีวสมมูลในประเทศไทยในระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะเวลารวมกันแล้วเกินกว่า 183 วัน ถือว่าบริษัท L ให้บริการผ่านสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ตามข้อ 5 วรรคสอง (ญ) แห่งอนุสัญญา ไทย-อินเดียฯ เมื่อ บริษัท L ได้รับค่าตอบแทนตามสัญญาจากการให้บริการให้คำปรึกษาดังกล่าว บริษัท L จึงมีหน้าที่ต้องนำเงินได้ค่าที่ปรึกษาตามสัญญาดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อองค์การฯ ชำระเงินตามสัญญาให้แก่บริษัท L องค์การฯ มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราร้อยละ 1 ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร 
               2.2 ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีบริษัท L ให้บริการเป็นที่ปรึกษาในการจัดตั้งศูนย์การศึกษาชีวสมมูลในประเทศไทยให้แก่องค์การฯ เป็นเวลาประมาณ 18 เดือน เข้าลักษณะเป็นการเข้ามาให้บริการในราชอาณาจักรเป็นครั้งคราว หากบริษัท L ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 85/3 แห่งประมวลรัษฎากร องค์การฯ มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัท L มีหน้าที่ต้องเสียตามมาตรา 83/6(1) แห่งประมวลรัษฎากร ด้วยแบบ ภ.พ.36 ในอัตราร้อยละ 7.0 โดยมีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจากฐานภาษีและอัตราภาษีตามมาตรา 79 และมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร
เลขตู้: 76/38570
© Copyright. KKNACCOUNTING.COM All Rights Reserved.